คนจีนแทบช็อก จับได้แม่บ้านโรงแรมใช้ผ้าขนหนูแขกเช็ดส้วม

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า แขกผู้เข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองจี้หนาน มณฑลซานตง เกิดความสงสัยเกี่ยวกับการทำความสะอาดของพนักงานที่โรงแรมแห่งนี้ เนื่องจากแคลงใจว่าอาจจะเอาผ้าขนหนูเช็ดหน้าของแขกไปใช้เช็ดถูห้องน้ำด้วย เขาจึงตัดสินใจตั้งกล้องแอบเก็บภาพพฤติกรรมของพนักงานทำความสะอาด

ระหว่างผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้น ก็เป็นไปตามที่เขาสงสัยจริงๆ ภาพจากกล้องที่ติดตั้งเอาไว้ในห้องน้ำของห้องพัก พบเห็นแม่บ้านของโรงแรมเข้ามาทำความสะอาดห้องพักในช่วงบ่ายแก่ๆ การทำความสะอาดที่เป็นไปตามปกติ กระทั่งมาถึงส่วนของห้องน้ำ แม่บ้านก็หยิบเอาผ้าขนหนูเซ็ทเก่าออกไปตามระเบียบ แต่กลับถูกผ้าขนหนูผืนหนึ่งเอาไว้

หลังจากนั้น แม่คนดังกล่าวก็เดินเข้ามาเริ่มทำความสะอาดห้องน้ำ โดยเริ่มจากขัดถูกโถส้วม เมื่อเสร็จแล้วก็นำเอาผ้าขนหนูของแขกที่เตรียมเอาไว้ไปเช็ดถูต่ออีกรอบ ก่อนจะนำผืนเดียวกันนั้นมาเช็ดล้างบริเวณอ่างล้างหน้าและกระจกด้วย

แขกผู้เข้าพักดังกล่าวได้ไปสอบถามพนักงานต้อนรับของโรงแรมด้านล่าง เบื้องต้นก็ได้รับการปฏิเสธ แต่เมื่อโชว์ภาพหลักฐานให้ดูก็ต้องยอมจำนน พร้อมกับขอโทษแขกผู้เข้ามาพัก น้อมรับเรื่องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและปรับปรุงต่อไป

อย่างไรก็ตาม คลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่ออกไปในอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว ชาวจีนมากมายเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า “ไปพักโรงแรมไหนก็ตามควรพกผ้าขนหนูและอุปกรณ์แปรงฟันไปด้วยเสมอ” ทั้งยังมีคนออกตัวว่าเป็นอดีตแม่บ้านโรงแรมมาเล่ประสบการณ์เบื้องหลังอีกด้วย

กำลังดราม่าหึ่ง คนอุตรดิตถ์ไม่ปลื้ม อยู่ๆ เปลี่ยนคำขวัญจังหวัด

กลายเป็นประเด็นร้อนภาคเอกชน-คนอุตรดิตถ์ เล็งยื่นเรื่องถึง “พ่อเมืองคนใหม่” กลับมาใช้คำขวัญจังหวัดฉบับเดิม หลังอยู่ๆ ปรับเปลี่ยนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

จากกรณี นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้มีประกาศเรื่องใช้คำขวัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพสำคัญของจังหวัด โดยอ้างว่ามีการประกาศใช้คำขวัญใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว

ทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์และศักยภาพด้านต่างๆ ของจังหวัด รวมทั้งสถานที่สำคัญ ผลไม้ ด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดความภาคภูมิใจแก่คนในท้องที่ คณะกรรมการก็ตัดสินเลือกคำขวัญของ จ.อุตรดิตถ์ ใหม่ จากคำขวัญเดิม “เหล็กน้ำพี้ลือเลือง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก” กลายเป็น

“พระแท่นศิลาอาสน์ศักดิ์สิทธิ์ เขื่อนสิริกิติ์น่านนที เหล็กน้ำพี้ลือเลือง ลับแลหลงหลินลางสาดหวาน บ้านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก บ้านโคกภูดู่ประตูสู่ลาวลานช้าง”

ล่าสุดในวันนี้ (26 ส.ค.) นายทวีศักดิ์ ปึงวงศานุรักษ์ อดีตประธานหอการค้า จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ภาคเอกชนใน จ.อุตรดิตถ์ ไม่เห็นด้วยและคัดค้านเรื่องการเปลี่ยนแปลงคำขวัญของ จ.อุตรดิตถ์ ใหม่ เพราะไม่เคยรู้ล่วงหน้าและไม่มีการแจ้งจากทางจังหวัดให้ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลง

หากจะให้มีการผลักดันเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกประกาศคงเป็นไปได้อยาก เพราะเป็นความตั้งใจของข้าราชการระดับสูงใน จ.อุตรดิตถ์ ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่หลังจากวันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป จ.อุตรดิตถ์ ก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ ภาคเอกชนจะถือโอกาสเข้าพบเตรียมเสนอให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ กลับมาใช้คำขวัญ จ.อุตรดิตถ์ เหมือนเดิม

โดยคำขวัญจะต้องเชื่อมโยงถึงประวัติศาสตร์ของ จ.อุตรดิตถ์ เช่นเดียวกับ บทเรียนต่างๆ ของนักเรียนในระดับชั้น ทางกระทรวงก็ต้องแก้ไขตาม หากเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก จึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการแก้ไขคำขวัญของ จ.อุตรดิตถ์ ใหม่

ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายสมาชิกในสื่อออนไลน์ใน จ.อุตรดิตถ์ ต่างก็ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำขวัญของ จ.อุตรดิตถ์ เช่น “ว่างมากไม่รู้จะทำอะไร เลยคิดทำเรื่องที่มันไร้สาระ 555 ทั้งๆ ที่ของเก่ามันก็ดีอยู่แล้ว สั้นๆ แต่ได้ใจความ” หรือ “คิดเอง เออเอง ถามคนอุตรดิตถ์แล้วหรือยังว่าเห็นด้วยหรือไม่ คำขวัญที่ดีควรอ่านคล้องจอง และเข้าใจง่าย ความหมายครอบคลุม” เป็นต้น

หนุ่มขี่รถตกคลอง จำไม่ได้ตัวเองเป็นใคร รีบนำส่งรักษา-หวั่นติดเชื้อ


หนุ่มโคราชขี่จักรยานยนต์ตกคลองน้ำเน่าเสีย เมื่อเจ้าหน้าที่ช่วยขึ้นมา กลับลืมจำไม่ได้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน จึงประสานงานรีบส่งตรวจที่โรงพยาบาล หวั่นติดเชื้อโรคลุกลามในร่างกาย

วันนี้ (26 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ได้ให้การช่วยเหลือชีวิต นายสราวุธ อายุ 22 ปี หลังจากได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิ๊ก เสียหลักพุ่งตกคลองน้ำทิ้ง บริเวณถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตรที่ 193 ตรงข้ามสำนักงานเทศบาลตำบลตลาดแค อำเภอโนนสูง ฝั่งขาออก

โดยในขณะเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจราจร ตำรวจภูธรอำเภอโนนสูง ขับรถผ่านมาเจอพอดี ได้รีบลงให้การช่วยเหลือนายสราวุธที่จมอยู่ในคลองน้ำทิ้ง หลังจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้ว

ก่อนจะพบว่านาย สราวุธ พูดจาไม่รู้เรื่อง ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่ทราบว่าตนเองมาจากไหน ขับรถอะไรมา และตนเองกำลังเป็นอะไรอยู่ ทำไมจึงต้องมีคนมายืนมุงดูเป็นจำนวนมาก ทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมึนงงตามๆ กัน

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลจากบัตรประชาชน จึงได้ประสานญาติให้มารับตัวไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลโนนสูง เนื่องจากคลองน้ำดังกล่าวเป็นน้ำสกปรก หวั่นติดเชื้อโรค อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันนิษฐานว่านายสราวุธอาจจะหลับใน ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน จึงทำให้เกิดเสียหลักพุ่งตกคลอง

ตร.บุกจับ “เสืออูฐใสปุด” ขาใหญ่ค้ายาเมืองคอน หลบหนีทัน ทิ้งพ่อรับกรรมแทน

ตำรวจสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ วางแผนรวบ “เสืออูฐใสปุด” ขาใหญ่ยาเสพติด เมืองคอน แต่หลบหนีได้ทัน ค้นหลักฐานพบเอ็ม 16 ทิ้งพ่อรับกรรมโดนข้อหาซุกปืนในรถ

(9 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ปรีชา ปัญญาเลิศ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ร่วมสอบสวนผู้ต้องหามีอาวุธสงคราม หลังช่วงค่ำที่ผ่านมา มอบหมายให้ พ.ต.ต.สมนึก สุวรรณวงศ์ สว.สส. ร.ต.อ.รักธรรม ส้มเขียวหวาน รอง สว.สส.พร้อมกำลังตำรวจสืบสวน และ อส.ตร.วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยมีอาวุธปืนสงคราม และยาเสพติด ฉายาว่า “เสืออูฐใสปุด” จึงเดินทางไปตรวจสอบตามที่รับแจ้งจากสายลับ บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านใสปุด ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จึงทำการปิดล้อมจับกุม

พบเจ้าของบ้านทราบชื่อคือ นายมโน อายุ 65 ปี ตรวจสอบพบว่าในรถยนต์เก๋งนิสสัน สีน้ำเงิน จอดอยู่หน้าบ้าน พบว่าในรถมีอาวุธปืนเอ็ม 16 อยู่ 1 กระบอก พร้อมกระสุน 30 นัด จึงทำการยึดมาตรวจสอบ พบว่าอาวุธปืนเอ็ม 16 มีร่องรอยลบหมายเลขประจำปืน คาดเป็นปืนของทางราชการที่ถูกขโมยมา

จากการสอบสวน นายมโน เจ้าของบ้าน ให้การว่า รถคันดังกล่าวเป็นของนายต้น บ้านอยู่ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี ขับรถยนต์เก๋งดังกล่าวมาเยี่ยมภรรยาของตนที่ป่วยเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นญาติกัน แต่รถของนายต้น เกิดเสีย จึงฝากจอดไว้ที่บ้าน

กระทั่งผ่านมานานแล้ว แต่นายต้น ไม่มาเอารถยนต์กลับไป ตนไม่ทราบว่าในรถยนต์เก๋งของนายต้น มีอาวุธปืน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากสายลับรายงานว่าปืนดังกล่าวเป็นของ นายอูฐ ลูกของนายมโน เจ้าของบ้าน

แต่ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายอูฐ เกิดไหวตัวทัน ก่อนหลบหนีไป และทิ้งปืนเอาไว้จนพ่อต้องมารับกรรม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมนำนายมโน มาดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ที่เกิดเหตุยังจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 รายทราบชื่อนายไพบูรณ์ ทองส่อง อายุ 42 ปี และนายศุภชัย จำนงจิตร อายุ 26 ปี โดยทั้งสองให้การว่ามาเยี่ยมภรรยาของนายมโน ที่ป่วย เนื่องจากเป็นญาติกัน แต่เจ้าหน้าที่ ตรวจหารสารเสพติดในร่างกายพบมีสารเสพติด ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย รับว่าเสพยาบ้ามาแล้ว จึงถูกดำเนินคดีเสพยาเสพติด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบทราบว่า นายอูฐ ลูกชายของนายมโน มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดและมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง จึงวางแผนเข้าจับกุม แต่นายอูฐ ผู้ต้องสงสัย ไหวตัวทันหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาพ่อของนายอูฐ ข้อกล่าวหามีอาวุธปืนสงครามที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง โดยผิดกฎหมายส่วนจะผิดหรือไม่ อยู่ที่พนักงานสอบสวนและศาลจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

รพ.เพชรบูรณ์ ระบุชายถูกหมีกัดยังไม่พ้นขีดอันตราย

รองผอ.รพ.เพชรบูรณ์ แถลงอาการชาวบ้านถูกหมีกัดยังไม่พ้นขีดอันตราย ปอกแตก 2 ข้างเสียเลือดมาก เฝ้าดูอาการ 24-48 ชั่วโมง

นายแพทย์กอบชัย จิรชาญชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ แถลงถึงอาการป่วยของ นายฝน ชาวบ้านที่ถูกหมีควายของสำนักสงฆ์ดังที่เพชรบูรณ์กัดขย้ำจนได้รับบาดเจ็บอาการปางตายว่า อาการของผู้ป่วยรายนี้ตั้งแต่อาการแรกรับสัญญาณชีพจรอ่อนมาก แพทย์ตรวจพบบาดแผลตามร่างกายกว่า 20 แห่ง และพบบาดแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่สีข้างด้านซ้ายและบริเวณหลังด้านซ้าย โดยมีรอยเล็บและรอยเขี้ยวต่างๆ ทำให้บาดแผลเป็นรอยลึกและเสียเลือดมาก

นอกจากนี้ยังมีบาดแผลที่เกิดจากกรงเล็บหมีที่จิกลงไปบริเวณทรวงอก ทำให้ปอดสองข้างของคนไข้แตก

การรักษาเบื้องต้นมีการใส่ท่อระบายทรวงอกเพื่อเจาะเอาลมและเลือดที่ขังในปอดออก จากนั้นใส่เครื่องช่วยหายใจให้มีการให้สารน้ำและเลือดทดแทน

นายแพทย์กอบชัย กล่าวอีกว่า อาการทั่วไปขณะนี้ยังไม่พ้นขีดอันตรายผุ้ป่วยอยู่ในห้องไอซียู เนื่องจากความดันยังไม่คงที่ ที่สำคัญจากการที่เสียเลือดในระยะเบื้องต้น ทำให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน แต่หลังจากแพทย์ให้การรักษาพยาบาลแล้วมีแนวโน้มดีขึ้น

โดยผู้ป่วยสามารถแสดงการโต้ตอบกับผู้ดูและและคนที่ไปเยี่ยมได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะ 24-48 ชัวโมง แพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามอาการ เนื่องจากเกรงว่าจะมีอาการไตวายเฉียบพลันร่วมด้วยหรือไม่

ดีเจอ้อนน้อย มอบตัว ร่ำไห้ขอโทษเหยื่อ-ตร.ให้ประกัน 1.5 แสน

“ดีเจ้อ้อนน้อย” มอบตัวตำรวจ ร่ำไห้ต่อหน้าสื่อ ขอโทษผู้เสียหาย อ้าง ทำไปเพื่อป้องกันตัว – ตร.แจ้งข้อหาให้ประกัน 1.5 แสนบาท

ดีเจอ้อนน้อย อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาใช้แก้วน้ำกระแทกหน้า น.ส.พิชฤ์ บล็อกเกอร์สาว อายุ 28 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเย็บไป 100 เข็ม เหตุเกิดเหตุที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.60 ต่อมาทาง น.ส.เอิ๊ก บล็อคเกอร์บิวตี้ชื่อดัง ซึ่งเป็นพี่สาวของเหยื่อได้โพสต์คลิปลงโซเชียลเพื่อบอกเล่าเรื่องราว จนเป็นกระแสทั่วโลกออนไลน์

โดย ดีเจอ้อนน้อย เดินทางมาพร้อมกับ นายสุทัศน์ เกาไสยนันท์ ทนายส่วนตัวเดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง โดย ดีเจอ้อนน้อย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษไปยังครอบครัวของผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเหตุการณ์วันนั้นตนเองทำไปเพราะต้องการป้องกันตนเองไม่ได้มีเจตนาทำร้าย เนื่องจากแฟนสาวถูกหาเรื่องก่อน

ขณะเดียวกัน ยืนยัน ว่าไม่ได้มีเจตนาหลบหนี แต่ที่ยังไม่เข้ามอบตัวในทันที เพราะอยู่ระหว่างรวบรวมเงินเพื่อมาประกันตัว และเข้าใจว่าจะมีการออกหมายเรียก โดยไม่คิดว่าจะถูกออกหมายจับ

นายสุทัศน์ ทนายความกล่าวว่า เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การภาคเสธเนื่องจากไม่มีเจตนาทำร้าย ส่วนรายละเอียดวันเกิดเหตุยังไม่ได้พูดคุยกับลูกความ และยังไม่ได้ดูคลิปวิดิโอของพี่สาวผู้เสียหายที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน พร้อมระบุ เบื้องต้นพยานหลักฐานที่นำมาวันนี้ยังไม่เพียงพอ และจะกลับไปรวบรวมเพื่อนำส่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ได้ใช้หลักทรัพย์เงินสด 150,000 บาท ยื่นขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่ได้คัดค้านและไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการให้ประกันตัวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะนัดคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นวันไหน

คดีฆ่าทุบหัวสาว ได้ตัวผู้ต้องสงสัย ตร.คุม ผอ.โรงเรียนสอบเข้ม

กรณีเหตุฆาตกรรมทุบหัวสาวในห้องน้ำโรงเรียน จ.ตรัง ล่าสุดมีความคืบหน้า ตำรวจคุมตัว ผอ.โรงเรียน สอบสวน หลังพบเบาะแสจากวงจรปิด มุ่งปมชู้สาว

ความคืบหน้าคดีฆ่าทุบหัวสาวใหญ่เสียชีวิตภายในห้องน้ำรั้วโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.วังวิเศษ จ.ตรัง กลายเป็นเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่ หลังจากการสืบสวนสอบสวนเก็บหลักฐานต่างๆ พบเบาะแสจากพยานแวดล้อม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุนี้ไว้แล้ว

ตามรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัว นายวินิจ ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.ลัดดา อายุ 33 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำโรงเรียนแห่งหนึ่ง สภาพถูกทุบศีรษะ กะโหลกยุบ โดยผู้ต้องสงสัยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน หลังเจ้าหน้าที่พบเบาะแสที่เชื่อมโยงไปถึงตัว

โดยเฉพาะภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่พบเห็นรถกระบะเชฟโรเล็ต สีขาว ซึ่งเป็นรถของนายวินิจ ขับเข้าออกในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ โดยที่ไม่มีรถคันอื่นๆ ผ่านไปมาในช่วงเวลานั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างทำการสอบสวนอยู่ ส่วนปมเหตุฆาตกรรมครั้งนี้มุ่งไปที่ประเด็นหึงหวงและชู้สาว

รวบแล้ว 2 โจ๋รุมฟัน นร.ช่าง ดับกลางย่านพระราม 9

ตำรวจมักกะสันรวบ 2 โจ๋ รุมฟัน นร.ช่างเสียชีวิตกลางแยกเพชรพระราม ถ.พระราม 9 อ้า แค้นแทนน้องในชุมชนเดียวกัน ถูกกลุ่มผู้ตายต่อว่า

เมื่อคืนวานนี้ (26 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ตามจับกุมตัว นายโป้ง (นามสมมติ) อายุ 19 ปี และ นายเอ็ม (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟแซด สีเทา มีดดายหญ้าเปื้อนเลือดยาวประมาณ 90 เซนติเมตรที่ใช้เป็นอาวุธทำร้ายร่างกาย นายศรัญญู อายุ 18 ปี นักเรียนเทคนิคฯ บริเวณกลางแยกเพชรพระรามตัดถนนพระราม 9 (โรงปูน) โดยสามารถจับกุมตัวได้บริเวณบ้านพักไม่มีเลขที่ในชุมชนโรงปูน ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 500 เมตร ซึ่งเป็นบ้านของนายโป้ง

จากการสอบสวน นายโป้ง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน จู่ๆ นายเอ็ม ซึ่งเป็นน้องของเพื่อนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ขี่รถเข้ามาขอความช่วยเหลือ หลังมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่น 3 คน ส่วนสาเหตุเกิดจากนายเอ็มไปมองหน้ากลุ่มวัยรุ่น ขณะกำลังซื้อของอยู่ริมถนนเพชรพระราม ก่อนจะถูกไล่ตามทำร้าย

ด้วยความโมโหแทนน้อง ตนจึงหยิบมีดดายหญ้าในบ้านซ้อนท้ายรถออกไปตามหา กระทั่งพบรถของวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ก่อนจะลงจากรถวิ่งเข้าไปก่อเหตุฟันใส่ 1 ครั้ง คมมีดถูกคนซ้อนท้ายคนที่สุดท้าย ทำให้เสียหลักตกจากรถ หลังก่อเหตุได้ซ้อนท้ายรถกลับมาที่บ้าน กระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก่อนนำตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป