สาวโร่แจ้งความ ถูกหลอกซื้อลอตเตอรี่ปลอมรางวัลที่ 3 สูญเป็นหมื่น

สาวสูญเงินนับหมื่น แจ้งความหลังตกเป็นเหยื่อแอบอ้างขายลอตเตอรี่รางวัลที่ 3 ผ่านทางเฟซบุ๊ก หวังดีอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) หญิงสาวรายหนึ่งจึงได้เดินทางมาแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ประวิทย์ อาสานอก สารวัตรสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร หลังเธอได้รู้จักกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “วชิระ ภิรธมโม (อาจารย์ชัย)”

เธอเล่าว่าเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ขายลอตเตอรี่รางวัลที่ 3 โดยข้อความที่โพสต์ประมาณว่า “ขายรางวัลที่ 3 จำนวน 10 ใบ ราคา 8,000-20,000 บาท งวด 16 พ.ค.60” ซึ่งตอนนี้โพสต์ดังกล่าวถูกลบไปแล้ว เธอหลงเชื่อเพราะเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ในลักษณะที่ต้องการขายลอตเตอรี่ราคาถูกเพราะต้องการช่วยคน ประกอบกับตนก็มีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงแชทเข้าไปคุยส่วนตัวเพื่อขอซื้อรางวัลดังกล่าว พระสงฆ์เสนอราคา 10,000 บาท เธอจึงขอติดต่อยืมเงินจากเพื่อนๆ

หลังจากนั้นโอนเงินไปที่บัญชี เป็นเงินจำนวน 10,000 บาท แล้วรีบส่งหลักฐานการโอนเงินไปให้ทันที แต่พระสงฆ์กลับมีชั้นเชิงกลับมาว่าจะให้ลูกศิษย์เช็คให้ก่อนเพราะตอนนี้มีรางวัลที่ 1 กับ 3 ตามที่โพสต์ไว้

จากนั้นได้รับข้อความตอบกลับมาว่าตอนนี้เหลือเพียงรางวัลที่ 1 ต้องโอนมาอีก 30,000 บาท เพราะปกติราคา 40,000 บาท แต่ถ้าโอนได้ตอนนี้จะเอาแค่ 20,000 บาท เธอจึงแจ้งความประสงค์ว่าขอรับแค่รางวัลที่ 3 ถ้าไม่ได้จริงๆ ขอเงินคืนแต่พระปฏิเสธ เธอจึงบอกว่างั้นจะแจ้งความ พระฯ ยังย้อนว่า แจ้งเลยครับคนซื้อโดนหนักกว่าคนขาย รับซื้อกองสลากผิดกฎหมาย แล้วเฟซบุ๊กของเธอก็ถูกบล็อกไป

จากนั้นเธอได้ปรึกษาเพื่อนๆ จึงทราบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวได้มีผู้ถูกหลอกลวงมาแล้วหลายราย จึงได้เข้าแจ้งความยังสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน

อย่างไรก็ตามได้ติดตามพบว่าเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นของ พระครูถาวร วชิระศาสน์ วัดฤกษ์หร่ายสามัคคี หมู่ 1 ต.วังยาง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ทั้งนี้พระครูถาวร ได้เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กของตนถูกแฮก ต่อมาไม่นานตนเองก็ไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กของตัวเองได้ เพราะถูกเปลี่ยนรหัสผ่านและชื่อยูเซอร์เนม

หลังจากนั้นก็มีผู้ถูกหลอกแบบเดียวกันจากเฟซบุ๊กชื่อ “พระอาจารย์ถาวร” และล่าสุด “วชิระ ภิรธมโม” ที่ภายในมีรูปภาพของตนในระหว่างทำกิจกกรมของสงฆ์ รวมทั้งคลิปเทศน์ธรรมะอีกจำนวนมาก แต่ผู้ที่แฮกไปกลับลงรูปสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลงวดต่างๆ พร้อมทั้งเสนอขายในราคาที่ถูก

แต่หลังจากที่ผู้หลงเชื่อถูกเบี้ยว จึงพากันไปตามที่อยู่ของหลวงตาและกระหน่ำตำหนิหลวงตาอย่างหยาบคาย สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก หลวงตาจึงได้ไปแจ้งความไว้แล้ว ล่าสุดก็ได้โพสต์แจ้งเตือนและให้โทรศัพท์ไปสอบถาม ทั้งมีการโพสต์แจ้งว่าชื่อเฟซบุ๊กปัจจุบันของตนเองคือ ”หลวงตาบล ซิลวัฒน์”

เผยแชทสุดท้าย หนุ่มวัย 17 ปี ก่อนถูกพ่อแฟนอุ้มฆ่า

จากกรณีที่ น้องบาส อายุ 17 ปี ถูกยิงและนำไปทิ้งน้ำลำคลองลำภูรา หมูที่ 1 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อเช้ามืดของวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม นายวิชาญ อายุ 53 ปี พ่อของแฟนสาวผู้ตาย

นอกจากนี้ ศาลจังหวัดตรังยังออกหมายจับนายตำรวจยศสัญญาบัตร ระดับ พ.ต.อ.ในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติของครอบครัวแฟนสาวผู้ตาย และพวกอีกหลายคน ซึ่งร่วมลงมือด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ออกหมายจับเพิ่ม แก๊งอุ้มฆ่าหนุ่มวัย 17 ตำรวจยศ พ.ต.อ. มีเอี่ยว)

ล่าสุด (12 ต.ค.) เฟซบุ๊ก ผมหลวงเอส กากดาก แห่งดินแดนดัดจริต ได้โพสต์ภาพแชทสุดท้ายของน้องบาสก่อนถูกอุ้มฆ่า ซึ่งส่งหาเพื่อนในวันเกิดเหตุ และให้เพื่อนขับรถมารับ โดยผู้โพสต์ระบุว่า

“#เปิดข้อความบาสส่งถึงเพื่อน ช่วงระยะเวลาบาสโดนขังในห้องของสาวบาสได้ติดต่อหาเพื่อนให้มารับ โดยถามเพื่อนว่า #มึงอยู่ไหน โดยที่บาสไม่ยอมบอกถึงเรื่องราวที่โดนจับขังในห้อง บาสคงคิดในใจว่าเขาต้องปล่อยตัวกลับบ้านเลยให้เพื่อนมารอรับ

ดูระยะเวลาที่แชทหาเพื่อนเกือบชั่วโมงเริ่มจาก22.02น.ถึง22.44น.ระยะเวลานั้นการการวิเคราะห์ยังคงไม่โดนกระทืบ แค่โดนตบตามคำบอกของสาว

จากความคิดผมนะ บาสคงรู้ว่าตัวเองผิดที่ไปบ้าน เลยไม่อยากจะบอกใครให้ทราบถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น หลังจากนั้นบาสคงโดนกระทำไปเยอะ เพราะเพื่อนพยายามติดต่อกลับแต่หายไปเลย”

สุดสะเทือนใจ พ่อขี่รถซื้อข้าวโดนรถชนตาย ไม่ทันถวายเพลพระลูกชาย

พ่อเฒ่าวัย 80 ปี ดีใจในวันดีๆ พระลูกชายเดินทางกลับมาเยี่ยม ขี่รถออกไปหาซื้ออาหารมาถวาย แต่โดนรถกระบะพุ่งชนเสียชีวิตคาที่

(12 ต.ค.) เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ร.ต.อ.จารึก โพธิ์ทอง รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรพานทอง จังหวัดชลบุรี ได้รับแจ้งมีรถชนกันมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนเส้นบ้านไร่-หนองกาน้ำ หมู่ 3 ตำบลหนองหงส์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลพานทอง และกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์

ในที่เกิดเหตุพบร่าง นายบุญธรรม อายุ 80 ปี เสียชีวิตสภาพขาซ้ายหัก 2 ท่อน เป็นแผลฉกรรจ์ ห่างไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิก สีแดง-ดำ ชนอัดติดกับหน้ารถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว ข้างรถติดสติ๊กเกอร์ บริษัท แอดวานซ์ ไอที เวิลด์ จำกัด สภาพหน้ารถพังยับเยินกระจกบังลมหน้าแตก

จากการสอบถาม นายธวัชชัย อายุ 24 ปี คนขับรถกระบะเปิดเผยว่า ตนขับรถมาจากทางบ้านบึงจะเดินทางไปนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรี ถึงที่เกิดเหตุได้มีรถกระบะขับแซงตนขึ้นไป ตนขับอยู่ด้านหลังรถกระบะอีกคัน ทำให้ นายบุญธรรม ผู้เสียชีวิตอาจจะมองไม่เห็นว่ามีรถของตนตามมาอีกคัน จึงขับรถจักรยานยนต์ข้ามเลนมาอีกฝั่งทำให้ตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน ทำให้ตนเบรกแต่ไม่ทัน พุ่งชนเสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหา นายธวัชชัย ฐานขับรถประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมจะได้ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงเพื่อประกอบคดีอีกด้วย

ขณะที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่งจะได้รับข่าวดี เพราะว่าในวันนี้พระลูกชายเป็นเจ้าอาวาสวัดดังแห่งหนึ่ง ได้เดินทางมาเยี่ยมโยมพ่อ จึงได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปหาซื้ออาหาร เพื่อมาถวายเพลพระลูกชาย แต่ปรากฏว่าขับขี่ออกมาและถูกรถชนเสียชีวิตน่าเศร้าดังกล่าว

ขอบคุณภาพจาก S NEWS

ต้องสั่งปิด! รร.นานาชาติชื่อดังเชียงใหม่ ถูกน้ำพัดเสียหายกว่า 40 ล้าน

น้ำท่วมหนัก อาคารเรียนสร้างจากดินของ รร.นานาชาติชื่อดัง ถูกกระแสน้ำพัด เสียหายกว่า 40 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว

(12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ยังไม่คลี่คลาย ยังมีหลายจุดที่น้ำยังคงท่วมขัง ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ล่าสุด คุณครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียนนานาชาติปัญญาเด่น ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ช่วยกันขนย้ายและทำความสะอาดอุปกรณ์การเรียน สมุดหนังสือ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ออกจากอาคารเรียนที่ถูกน้ำท่วม หลังจากที่ถูกน้ำป่าจากยอดดอยไหลทะลักเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ทำให้อาคารเรียนที่สร้างจากดินและมีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่ 15 หลัง บนพื้นที่ 14 ไร่ ได้รับความเสียหาย ถูกน้ำกัดเซาะจนผนังอาคารพังลงมาหลายจุด รวมทั้งอาคารเอนกประสงค์ที่สร้างจากไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร เสียหายด้วยเช่นกัน

นางสาวยอดเพชร สุดสวาท เจ้าของโรงเรียน บอกว่า น้ำเริ่มเข้าท่วมตั้งแต่ 05.00 น. ก่อนจะเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วในช่วง 08.00 น. ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ขนของหนีไม่ทัน แม้ว่าจะใช้เครื่องสูบน้ำเข้าช่วย แต่จนถึงช่วงบ่ายระดับน้ำก็ลดลงเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ทางโรงเรียนต้องสั่งปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด พร้อมเตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาและคาดว่าต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู

สำหรับอาคารเรียนและอาคารสำนักงานทั้ง 15 หลัง ที่สร้างจากดินและไม้ไผ่ เป็นแนวคิดของโรงเรียนที่ต้องการให้นักเรียนอยู่กับธรรมชาติ และ ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

ประชาชนร้องเรียน “กินสับปะรด” แล้วมีอาการลิ้นชา

มีประชาชนร้องเรียนผ่านทีมข่าวพีพีทีวี ว่าเกิดอาการลิ้นชา หลังซื้อสับปะรดแบ่งขาย บริเวณท้องสนามหลวงมากิน โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า สับปะรดดังกล่าว อาจผสมสารเคมี เพราะมีสี และรสชาติผิดปกติ

วันนี้ (12 ต.ค.) ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่ หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า เกิดอาการลิ้นชา หลังซื้อสับปะรดแบ่งขาย บริเวณท้องสนามหลวงมากิน โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า ซื้อมาจากบริเวณท่าเรือ ท่าช้าง ที่อยู่ติดกับท้องสนามหลวง ซึ่งมีแม่ค้าขายสับปะรดลักษณะนี้หลายร้าน หลังจากที่กินสับปะรดไปได้ไม่นาน เกิดอาการชาไปทั้งลิ้น และเมื่อสังเกตน้ำที่ออกมาจากสับปะรด พบว่ามีสีเข้มผิดปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่า สับปะรดดังกล่าวอาจผสมสารเคมี

ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจตามที่ประชาชนร้องเรียนมา แต่ไม่พบร้านขายสับปะรด เมื่อสอบถามไปยังร้านค้าบริเวณดังกล่าว พบว่า ช่วงนี้ไม่มีทัวร์มาลง แม่ค้าขายสับปะรดจึงหยุดขาย เพราะส่วนมากแล้วจะเน้นขายให้กับลูกทัวร์ชาวจีน

ทีมข่าวจึงนำภาพที่ประชาชนร้องเรียน ไปให้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ เบื้องต้น อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งข้อสังเกตจากภาพว่า อาจมีการผสมสีลงในสับปะรด เพราะน้ำที่ออกมาจากสับปะรดมีสีเข้มผิดปกติ แต่ทั้งนี้ต้องนำมาตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารเคมีให้ชัดเจน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ในสับปะรด จะมีเอนไซม์ตามธรรมชาติ ที่มีชื่อว่าบลอมิเลน มีคุณสมบัติย่อยโปรตีน หากกินสับปะรดในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการลิ้นชาได้

แต่ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์ พบว่า ที่ผ่านมา มักตรวจพบว่า ผู้ค้าจะสารเคมีในผลไม้สด เพื่อแต่งสีและรสชาติให้ผลไม้น่ารับประทาน คือ สีผสมอาหาร และขัณฑสกร สารเคมีเหล่านี้กฎหมายไม่อนุญาตให้ใส่ลงไปในผลไม้สด ถือว่าผิดกฎหมาย และหากผู้บริโภครับสารเคมีเหล่านี้มากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอาหาร ท้องเสีย อาเจียน เกิดอาหารชา และหากแพ้สารเคมีเหล่านี้ อาจทำให้ถึงขั้นเป็นอัมพาตได้

ลูกสาว อบต.โต้หนังคนม้วน หลังแม่ค้าส้มตำแจ้งความถูกรุมตบ

กรณีเพจดังแฉ ลูกสาว อบต.กร่างรุมกระทืบแม่ค้าส้มตำ ด้านคู่กรณีโต้หนังคนละม้วน ไม่ได้เป็นอย่างที่แม่ค้ากล่าวอ้าง ยืนยัน แม่ค้าเล่าไม่หมด

หลังจากที่เพจดัง “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้ลงข้อความเผยแพร่ในเพจเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.เศษ ของวันที่ 11 ต.ค. โดยโพสต์ข้อความที่แม่ค้าส้มตำส่งมาให้ทางเพจ ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 60 เวลาประมาณ 15.00 น. ระหว่างที่เธอขับรถจักรยานยนต์กลับจากรับลูกที่โรงเรียน

ขณะที่ขับรถมาได้มีรถเก๋งสีดำ ขับรถตามหลังมาแบบกระชั้นชิดแล้วได้บีบแตรไล่มาตลอดทาง จนมาถึงหน้าร้านส้มตำของเธอ เธอก็จอดรถ เขาก็จอดรถ แล้วกดกระจกลง ข้างในรถเก๋งมีผู้หญิงอายุประมาณ 20 กว่าๆ พอเขากดกระจกลง เขาก็ด่าเธอว่า มองทำไม… แล้วก็ลงจากรถ วิ่งมาตบเรา ทั้งๆ ที่ก็ไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน

ต่อมาประมาณ 2 นาที พ่อกับแม่ของผู้หญิงก็ออกมาจากบ้านมา แทนที่จะมาห้ามลูกสาว แต่กลับได้เข้ามารุมทำร้ายเธอ จนเธอบาดเจ็บหนัก สุดท้ายเธอหนีออกมาได้ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และไปทำแผลที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน โดยมีกลุ่มผู้หญิงหลาย 10 คนยกพวกตามไปที่โรงพยาบาลอีก หลังจากเสร็จจากการทำแผลก็กลับมาที่ร้านขายส้มตำพบว่า ข้าวของในร้านโดนกลุ่มผู้หญิงทำลายพังเสียหายหมด

ล่าสุดในวันนี้ (13 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย นางสาวเมย์ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี คู่กรณีแม่ค้าส้มตำ เล่าว่า เรื่องที่เพจดังลงมันสวนกับความเป็นจริงมาก ซึ่งในวันเกิดเหตุตนขับรถกลับจากมหาวิทยาลัย มีน้องชาย อายุ 17 ปี นั่งมาด้วย พอมาถึงที่เกิดเหตุมีรถมอเตอร์ไซค์แม่ค้าส้มตำขี่สวนทางมา ตนเลยบีบแตรกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ โดยมีน้องชายที่นั่งไปด้วยได้หันไปมองหน้าแม่ค้าส้มตำ และเห็นแม่ค้าด่ามาว่าบีบแตรทำไม

แต่ตนก็ไม่ได้ติดใจอะไร ก็บอกน้องชายไปว่าปล่อยเค้าเถอะ แต่เหตุการณ์ไม่ได้จบแค่นั้น แม่ค้าส้มตำได้ขี่รถตามมาแล้วแซงตัดหน้าไปแถมปาดหน้ารถไปมา จนมาถึงหน้าร้านขายส้มตำ ซึ่งบ้านตนก็อยู่ตรงกับร้านส้มตำ จึงจอดรถและลงไปถามว่า ทำไมน้าทำแบบนี้ จนเกิดการโต้เถียงถึงขั้นตบตี และข่าวที่บอกว่าพ่อแม่ตนเป็นฝ่ายรุมไม่เป็นความจริงเลย พ่อแม่ตนออกมาดึงตัวห้ามไว้

เหตุการณ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น กระทั่งแม่ค้าส้มตำกับแฟนเขาวิ่งเข้าไปหยิบมีดดาบยาว ส่วนแม่ค้าหยิบมีดอีโต้จะเข้ามาฟันครอบครัวของตน ทางตนจึงมีการปาข้าวของใส่เข้าไปในร้านดังข่าวที่ออกไป ส่วนที่บอกว่าตนยกพวกไปรุมพังร้านก็ไม่เป็นความจริง ร้านพังเพราะตอนตบตีกันหน้าร้าน นี่คือความจริงทุกอย่างและตนก็มีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์

ทางด้านฝั่งของแม่ค้า น.ส.วาสนา (ขอสงวนนามสกุล) ในวันนี้ก็ได้เข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และบอกว่า เรื่องที่ตนเอามีดไปไล่ฟันคู่กรณีนั้นขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยมีดเล่มนั้นเป็นมีดที่ฝ่ายคู่กรณีนำมาปาใส่ร้านของตน

สาเหตุที่มีปัญหากันคาดว่าน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ตนเคยจ่ายเงินค่าดูแลพื้นที่ให้แก่ใครบางคนที่ทางคู่กรณีมีความใกล้ชิดอยู่นั้นไม่ครบตามจำนวนที่เขาต้องการ ส่วนเรื่องที่ต้องออกมาร้องเรียนผ่านเพจดัง ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เพราะตนกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งสองฝ่ายได้เข้ามาพบตำรวจแล้ว แต่ยังตกลงกันไม่ได้ หากมีความคืบหน้าประเด็นนี้ทางเราจะติดตามต่อไป

นายกฯ เผย มิ.ย.61 ประกาศวันเลือกตั้ง คาดจัดได้พ.ย.61

นายกรัฐมนตรี ยืนยัน คสช. คุยแล้วผ่อนปรนพรรคการเมืองทำกิจกรรม รอหลังพระราชพิธี คาดประกาศวันเลือกตั้งได้ มิ.ย. 2561 และจัดได้ในเดือน พ.ย.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคสช. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้หารือถึงมาตรการผ่อนปรนเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมของพรรคได้ หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เดือนตุลาคมนี้ เป็นช่วงของความโศกเศร้า จึงขอให้ทุกอย่างอยู่ในความสงบไว้ก่อน

โดยคาดว่าจะสามารถประกาศวันเลือกตั้งไว้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 และจัดการเลือกตั้งได้ในเดือนพฤศจิกายน 2561 ขอให้พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ เพราะจะส่งผลต่อการพิจารณาผ่อนปรนของ คสช. ด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ยังได้รับทราบการแต่งตั้งสมาชิกใหม่ซึ่งเป็นในส่วนที่มาทดแทนทหารที่เกษียณอายุราชการไป

“อัศวิน” แจงเหตุตัดไม้ใหญ่ป้อมมหากาฬ เพื่อความจำเป็น

ผู้ว่าฯกทม. ออกมาให้เหตุผล ที่ต้องตัดต้นไม้ใหญ่ในป้อมมหากาฬ เพราะเกรงเกิดลมกรรโชกแรงแล้วต้นไม้จะล้มทับบ้านประชาชน พร้อมเผยในชุมชนยังมีการแอบขายพลุ-ดอกไม้ไฟ หวั่นไม่ปลอดภัย

วันนี้ (10 ต.ค.60) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก ผู้ว่าฯอัศวิน ชี้แจงกรณีการตัดต้นไม้ภายในป้อมมหากาฬ โดยสรุปว่า เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในและใกล้ป้อมมหากาฬ เนื่องจากการเข้าสำรวจพื้นที่พบต้นไม้ใหญ่หลายต้น รากไม่แข็งแรง เกรงว่าหากเกิดลมกระโชกแรงจะล้มทับบ้านประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่า มีบางบ้านแอบขายพลุและดอกไม้ไฟ ซึ่งหากต้นไม้ล้มผิดทางไปบริเวณจุดที่ไม่คาดคิด อาจะเกิดระเบิดและไม่คุ้มค่าความเสียหาย

ส่วนสาเหตุที่ไม่ล้อมต้นไม้ใหญ่เป็นปลูกยังบริเวณอื่น พล.ต.อ.อัศวิน ระบุว่า เนื่องจากรถเครน และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม่สามารถเข้าพื้นที่ป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นโบราณสถานเก่าแก่ได้ นอกจากนี้ ยังยืนยันด้วยว่า กทม.ให้ความสำคัญกับการเป็นเมืองสีเขียว และจะตัดต้นไม้เท่าที่มีความเป็นจำเป็นเท่านั้น

เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า BIG Trees เผยแพร่ภาพต้นไม้ใหญ่ในชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร ถูกตัดเหลือแต่ตอ พร้อมข้อความเชิงตั้งคำถามว่า เหตุใดกรุงเทพมหานคร จึงตัดต้นไม้ ทั้งที่อ้างว่า การรื้อชุมชนป้อมมหากาฬ เป็นไปเพื่อการสร้างสวนสาธารณะ

สุดสลด! พบศพทารกวัย 5 เดือน คาห้องน้ำ คาดแม่กินยาทำแท้ง

พบศพเด็กทารกวัย 5 เดือน ตายคาห้องน้ำ จนท.เชื่อ แม่ชาวเมียนมากินยาทำแท้ง ต้องเร่งนำตัวส่ง รพ.โดยด่วน

(9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.50 น. ร.ต.ท.อัครพันธ์ วงษ์คลัง รองสารวัตสอบสวน สภ. สามพราน ได้รับแจ้งเหตุมีเด็กเสียชีวิต จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้เก่าชั้นเดียวหลังสวนกล้วยไม้ อยู่ที่ ม.2 ต.จินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม พบศพเด็กชายอายุครรภ์ประมาณ 4 – 5 เดือน มีอวัยวะครบทุกอย่าง จมกองเลือดภายในห้องน้ำหลังบ้าน

ชาวบ้านบอกว่า แม่ของเด็กทารกเป็นชาวเมียนมา ถูกไปส่งที่โรงพยาบาลสามพรานอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนผู้เป็นพ่อก็ไปด้วยกัน จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทราบแต่เพียงว่าผู้เป็นแม่ที่ท้องกินยาคุมทุกวัน

ร.ต.ท.อัครพันธ์ วงษ์คลัง รองสารวัตสอบสวน สภ.สามพราน กล่าวว่า แม่ชาวเมียนมาไม่ทราบว่าตัวเองตั้งท้องจึงกินยาคุมกำเนิดทุกวัน แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อเพราะดูจากสภาพศพทารกแล้ว คาดว่าเกิดจากกินยาทำแท้ง เบื้องต้นจะเดินทางไปสอบปากคำแม่ที่โรงพยาบาลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเป็นการกินยาทำแท้งจนทำให้เด็กทารกถึงแก่ความตาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ออกหมายจับเพิ่ม แก๊งอุ้มฆ่าหนุ่มวัย 17 ตำรวจยศ พ.ต.อ. มีเอี่ยว

คืบคดีอุ้มฆ่าหนุ่มวัย 17 พ่อแฟนสาวสารภาพทำคนเดียว แต่ตำรวจสืบสวนสาวถึงผู้ร่วมขบวนการ ล่าสุดออกหมายจับเพิ่ม 5 ราย มีตำรวจยศ พ.ต.อ. และชั้นประทวนเอี่ยวด้วย

(10 ต.ค.) ความคืบหน้ากรณีแก๊งคนร้ายไม่ต่ำกว่า 5 คน ได้ก่อเหตุอุ้ม นายบาส อายุ 17 ปี จับมัดมือมัดเท้าแล้วนำตัวขึ้นรถมาจากพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา แล้วนำมาจ่อยิ่งฆ่าทิ้งนำศพโยนทิ้งน้ำลำคลองลำภูรา หมูที่ 1 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อเช้ามืดของวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังเกิดเหตุเมื่อญาติทราบข่าวจึงได้เดินทางมารับศพพร้อมยืนยันว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากฝีมือของครอบครัวแฟนสาว ที่ให้แฟนสาวโทรศัพท์ลวงให้ไปมา จากนั้นก็หายตัวไปจนกระทั่งกลายเป็นศพ

เจ้าหน้าที่จึงเร่งลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน จนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา สามารถจับกุมตัว นายวิชาญ อายุ 53 ปี พ่อของแฟนสาวผู้ตาย โดยเจ้าตัวให้การรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง เพราะโกรธและบันดาลโทสะที่ผู้ตายเข้าหาลูกสาวถึงในบ้าน จึงถูกดำเนินคดีในข้อหา กักขังหน่วยเหนี่ยว,ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ,ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และจ้างวานฆ่าผู้อื่น โดยขณะนี้ถูกนำตัวไปฝากขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดตรัง (อ่านข่าว : รวบคนร้ายอุ้มฆ่าโหดหนุ่ม 17 แฟนลูกสาว โมโหมาหยามถึงบ้าน)

ขณะที่ตำรวจซึ่งทราบจากแนวทางการสืบสวนสอบสวนก่อนหน้านั้นแล้วว่า มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ระดับ พ.ต.อ. ในพื้นที่จ.ยะลา ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติของครอบครัวแฟนสาว และตำรวจอีก 2 นาย สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และตำรวจภูธรจังหวัดตรัง และพลเรือนอีก 2 คน รวมทั้งหมด 6 คน ร่วมมือด้วย และล่าสุด ศาลจังหวัดตรังได้ออกหมายจับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ผู้ต้องหาเพิ่มอีก 5 คน ประกอบด้วย ตำรวจผู้ร่วมแก๊งทั้ง 3 คน และพลเรือนอีก 2 คน แล้ว

ต่อมา มีรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้เข้ามอบตัวกับทางชุดคลี่คลายคดีแล้ว โดยตำรวจชุดกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรัง และชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ได้ไปรับตัวมาดำเนินคดีที่จังหวัดตรังแล้ว และเดินทางถึงจังหวัดตรัง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ( 9 ต.ค.) แต่เจ้าหน้าที่นำตัวแยกไปฝากขังไว้ที่ สภ.

ที่ สภ.เมืองตรัง พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท รองผู้บัญชาการการตำรวจภูธรภาค 9 หลังประชุมกว่า 1 ชั่วโมงออกมาให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าของคดีว่า ตำรวจยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คนที่มีการมอบตัว ส่วนที่ตำรวจ 3 คน ระดับ ผกก. และชั้นประทวน ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ต้องรอการสอบสวนเสียก่อนโดยตำรวจจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนตำรวจทั้งหมดเกี่ยวข้องในคดีอย่างไร ต้องรอการสอบสวน ส่วนข้อกล่าวหาที่แจ้งกับตำรวจทั้ง 3 คน ยังไม่ขอเปิดเผย แต่หากว่าผิดจริงก็ดำเนินคดีและให้ออกจากราชการ

ภาพจาก S NEWS